logo osk103
Back

การขอเป็นผู้จัดการมรดก

   

ปัจจุบันนี้ มีคำถามที่เริ่มพบบ่อยมากขึ้นคือ”กรณีญาติ หรือ คู่สมรสเราเสียชีวิตและมีทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน เงินฝากในธนาคาร, ฯลฯ การที่จะยื่นเรื่องเพื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องทำอย่างไร”

วิธีดำเนินการ

  1. จ้างและแต่งตั้งทนายความเพื่อดำเนินการให้(ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แล้วแต่จะตกลงกัน ต้องขอความรู้จากเพื่อนๆ ที่เป็นทนายเลยครับ)
  2. หากไม่สะดวกในการจ้างทนายความ ก็สามารถไปติดต่ออัยการที่สำนักคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน(สคช) ซึ่งอัยการจะดำเนินการให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ครับ
  3. ศาลบางแห่งจะมีนิติกรเขียนคำร้องให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยจะต้องลองสอบถามที่ประชาสัมพันธ์ของศาลแห่งนั้นๆ ดูครับ

เขตอำนาจศาล หรือศาลที่เราต้องไปยื่นคำร้อง

ให้ยื่นเรื่อง ณ ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ขณะเสียชีวิต(ตามทะเบียนบ้านนั่นแหละครับ) ยกเว้นกรณีที่เจ้ามรดกไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในไทยก็ให้ยื่นเรื่องต่อศาล ณ ที่ซึ่งทรัพย์มรดกนั้นตั้งอยู่

หลักฐาน เอกสารที่ต้องเตรียม

  1. หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับเจ้ามรดก เช่น
  • สูติบัตร
  • ใบสำคัญการสมรส
  • ทะเบียนบ้านของเจ้ามรดก
  • หลักฐานหรือเอกสารทางทรัพย์สิน เช่น
  • โฉนดที่ดิน
  • สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร
  • หุ้น ฯลฯ
  • บัญชีรายชื่อทายาทและหนังสือให้ความยินยอมของทายาท
  • พินัยกรรม(ถ้ามี)

ค่าธรรมเนียมศาล

  1. ค่าธรรมเนียมศาล 200 บาท
  2. ค่าประกาศลงในหนังสือพิมพ์ 500 บาท
  3. บางศาลอาจจะมีค่าประกาศในท้องถิ่นนั้นๆ

ระยะเวลาดำเนินการ

หลังจากยื่นคำร้องต่อศาลแล้วศาลจะนัดไต่สวนคำร้อง จะอยู่ในระยะเวลา 45 วัน

หากไม่มีผู้คัดค้าน เมื่อถึงวันนัดไต่สวน ศาลจะไต่สวนพยานผู้ร้องแล้วมีคำสั่งภายในวันนั้น

หลังจากนั้น 1 เดือน เราจะต้องไปยื่นคำร้องขอคัดสำเนาคำสั่งศาลดังกล่าวและขอให้ศาลออกหนังสือรับรองรองว่าคดีถึงที่สุด

โดยใช้เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวเพื่อไปติดต่อเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดก และดำเนินการต่อไปครับ

 

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ กับเพื่อนๆ นะครับ หากมีข้อสงสัยหรือสอบถามเพิ่มเติมสามารถโพสท์ฝากไว้ได้ใน webboard นะครับ

 

กอบเดช608

By กอบเดช วรสิงห์ (ห้อง 608) 307 views
27 มี.ค. 2015